Hannya13th : The Racing Demon v3.51site statistics

Cool Things

ลางสังหรณ์ 10 วันของจีน ก่อนแผ่นดินไหว

 

ใครกำลังรู้สึกเหมือนฉันไหมว่า ความรุนแรงและมหันตภัยไร้ระเบียบ กำลังรอถล่มเราอยู่?

ไม่รู้จะพูดเกินเหตุไปไหมนะ ไม่ถึงกับหวาดผวา แต่ว่าหวั่นนิดๆ หลังจากเกิดพายุนาร์กิสถล่ม แผ่นดินไหวที่จีน น้ำท่วมต่อมา แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น แล้วตอนนี้ยังมีพายุที่ฟิลิปปินส์อีก เชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิต 87,000 คนและสูญหายอีก 5 ล้านคนจากแผ่นดินไหวที่จีน ยังเป็นเรื่องที่ช็อกเราอยู่ จนน่าตั้งคำถามว่า ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวนั้น มีอะไรเตือนล่วงหน้ากันบ้างไหม ?

ว่ากันว่า ลางสังหรณ์ หรือ Omen ก่อนหน้าเหตุการณ์นั้น เป็นสิ่งที่ใครหลายๆ คนที่จีน ใช้เป็นข้อเสนอให้มีการหยุดงานเพื่อเตรียมรับมือกับธรณีพิบัติ แต่มันก็เป็นแค่ ลางสังหรณ์ ไม่มีอะไรยืนยัน คำขอนั้นก็เลยถูกปฏิเสธไปเสียเลยจะมาชวนกันดูและสังเกตถึง 10 วันก่อนที่จีนจะพังพินาศกันดีกว่า ว่ามีอะไรกันบ้าง เผื่อจะนำมาเป็นแนวทางการสังเกตในบ้านเราบ้าง

 

หนองน้ำประหลาด ?

ภาพบ่อน้ำที่เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ในเบต Enshi ของจีน

 

ก่อนหน้าเกิดเหตุแผ่นดินไหว 2 สัปดาห์ หรือ 14 วันในเขต Enshi ห่างจากเมือง Wuhan ประมาณ 400 โล ชาวบ้านรายงานไปยังหนังสือพิมพ์ว่า อยู่ๆ วันหนึ่ง ตื่นมาตอนเช้าก็พบหนองน้ำประหลาด ไม่รู้ใครมาขุดตั้งแต่เมื่อไหร่ เพียงแต่ช่วงบ่ายๆ ก่อนหน้าวันนั้น ชาวบ้านได้ยินเสียงครืนๆ แปลกๆ อยู่รอบๆ หมู่บ้าน สัก 4 ชั่วโมงได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมาเจอบ่อที่ค่อยๆ มีน้ำผุดขึ้นมาเรื่อยๆ และจุได้ถึง 80,000 ตันเลยทีเดียว

 

เมื่อถ่ายรูปหนองน้ำที่ยังแห้งผากลงข่าวในหนังสือพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันถัดมา นักวิจัยที่กลับมาสำรวจก็ต้องอึ้งเมื่อพบว่าน้ำเต็มบ่อ แถมยังมีปลาตัวใหญ่เบ้อเร่อให้ชาวนาได้จับไว้กินอีกด้วย

 

ภาพปลาขนาดใหญ่ที่ชาวนาจับได้จากหนองน้ำ

 

เมื่อสัตว์เคลื่อนทัพ ?
หลายวันก่อนแผ่นดินไหว บริเวณที่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 60 ไมล์ มีคนตื่นตะลึงกับจำนวนผีเสื้อนับล้านตัว ที่พากันบินว่อน เกาะกลุ่มเคลื่อนทัพราวกับว่าจะย้ายที่อยู่อาศัยไปไหนก็ไม่รู้ หลายวันถัดมา คือ วันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ก่อนหน้าเกิดเหตุ 4 วัน ในมลฑล Jiangsu ก็พบฝูงกบนับพัน พากันออกจากทุ่งนามาข้ามถนนอย่างไม่กลัวตาย ในข่าวบอกว่าหลังจากบันทึกภาพไว้แล้ว พวกมันก็โดนรถทับเละ ไม่รู้ว่ามีกี่ตัวที่อพยพได้สำเร็จ

กบนับหมื่นตัวพากันข้ามถนนในจีน ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ก่อนเกิดแผ่นดินไหว 2 วัน

ภาพฝูงกบนี้ถ่ายได้บนสะพานในเมือง Taizhoun ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาบอกว่า กบเหล่านี้จะมีการย้ายถิ่นเมื่อรู้สึกว่าออกซิเจนในน้ำหรือที่อาศัยลดลงหรือขาดแคลน เพราะพวกมันมีสัญชาตญาณพิเศษและการปกป้องตัวเองจากภัยธรรมชาติ และสามารถรู้สึกได้ถึงความถี่ต่ำจากใต้ดินได้เร็วกว่ามนุษย์

นอกจากผีเสื้อ และกบ ก็มีสัตว์ใหญ่ๆ อีก เช่น สัตว์ในสวนสัตว์ของจีนที่มีท่าทีและปฏิริยาแปลกๆ เป็นต้นว่า หิว แต่ไม่กินอาหาร อยู่ไม่เป็นสุข รวมทั้งหมีแพนด้าที่คนเลี้ยงบอกว่ามันแสดงอาการเศร้าๆ ไม่ร่าเริง เหมือนรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ภาพหมีแพนด้าที่ถูกบันทึกว่ามีท่าทีเศร้าสร้อยและไม่ยอมกินไม้ไผ่อาหารโปรด

ภาพกบสามตัวที่เกาะกันแน่นไม่ยอมปล่อย รอดชีวิตอยู่ภายใต้เศษหินจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

 

เมฆแผ่นดินไหว?
อย่างที่เคยพูดไว้บ้างแล้ว เรื่องเมฆแผ่นดินไหว ตามทฤษฎีของ Zhonghao Shou นักเคมีชาวจีนที่ศึกษามานานมาก จนยืนยันว่า 70% ของก้อนเมฆที่ถ่ายรูปไว้ มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตามมา ในเหตุการณ์นี้ก็เหมือนกัน มีนักถ่ายภาพคนหนึ่งถ่ายรูปเมฆเอาไว้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ก็คือ 2 วันก่อนแผ่นดินไหว ในบริเวณ Linyi มณฑฉาตง (Shandong) จากนั้นเขาเอาภาพเหล่านี้ไปแปะไว้ในเวบไซต์
http://www.daqi.com และวิเคราะห์กันว่า เมฆประเภทคลื่นนี้ เป็นเมฆแผ่นดินไหวที่ชัดเจนที่สุดภาพหนึ่งทีเดียว มันมีลักษณะการเรียงตัวเป็นคลื่นและมีเส้นแสงบนเมฆแปลกๆ ดังภาพ

ภาพจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 @ เมือง Linyi มณฑลฉานตง เวลา 19.27 น.

 

ภาพจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 @ เมือง Linyi มณฑลฉานตง เวลา 19.28 น.

 

ภาพจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 @ เมือง Linyi มณฑลฉานตง เวลา 19.45 น.

 

ภาพจากวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 @ เมือง Linyi มณฑลฉานตง เวลา 19.45 น.

 

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์แสงรุ้งบนก้อนเมฆ หรือ 'เมฆเรืองแสง' ที่มณฑลชานซี ที่ฮือฮาในข่าวอยู่หลายวัน ซึ่งปรากฏอยู่บนท้องฟ้า 30 นาทีถึง 10 นาทีก่อนเกิดเหตุ

แผนที่ของจีนบริเวณที่เกิดปรากฎการณ์เมฆเรืองแสง

ตอนนี้ 200 กว่าเวบไซต์มีการพูดคุยเรื่องลางสังหรณ์เหล่านี้ทั้งอย่างวิเคราะห์ และบางคนเชื่อว่า นี่คือลางบอกเหตุที่ชัดเจนมากๆ และบอกด้วยว่า ในช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุนั้น นาย Li Shihui นักวิทยาศาสตร์ของจีนได้ทำนายและตั้งข้อสังเกตเหล่านี้ในเวบบล็อกของเขาว่า น่าจะเกิดเหตุแผ่นดินไหวในสเกลที่ใหญ่ว่า 7.0 ริกเตอร์เป็นแน่แท้ จึงมีการเตือนให้รับมือครั้งใหญ่ แต่ทว่าในช่วงเวลานั้น ไม่มีใครสนใจมากนัก พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีใครเชื่อนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 7 ของเดือนพฤษภาคม หรือก่อนหน้าเกิดเหตุ 5 วัน มีคนโทรแจ้งหน่วยป้องกันแผ่นดินไหวและบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติเพื่อให้ช่วยตรวจสอบปรากฏการณ์แปลกๆ เหล่านี้ ถึงเริ่มมีการออกสำรวจถึงข้อพิสูจน์ว่า ข้อสังเกตทั้งหมดนี้จะเป็นจริงหรือไม่

แต่เข้าใจว่า ไม่ทันจะได้สำรวจอะไรเท่าไหร่ เพราะถัดจากนั้นจนถึงวันนี้ ทุกคนก็คงจะได้เห็นแล้ว ว่ามีคำตอบเป็นอย่างไร.

ข้อมูลและภาพอ้างอิง

http://www.weirdasianews.com/

http://www.unsoughtinput.com/index.php/2008/05/13/frogs-predict-big-earthquake-in-china/

http://news.nationalgeographic.com/news/2008/05/080515-pandas-quake.html

http://shenyun.epochtimes.com

http://en.chinaelections.org/newsinfo.asp?newsid=17640

http://www.danwei.org


ไม่รู้จริงเท็จ อย่างไร ก็ใช้ดุลพินิจ กันนะคร๊าบบบบบบบบบ


วิธีเติมน้ำมัน ให้ประหยัด
(ภาพประกอบ..จาก สาวปั้มต่างประเทศ)

     ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อคุณลองเอารถไปเติมน้ำมันช่วยเวลา ระหว่างตี 4 ถึง 7 โมงเช้าซิ แล้วคุณจะรู้สึก
ได้เลยว่าคุณจะเติมน้ำมันบ่อยน้อยลง เพราะมันเป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ คือช่วงเวลาดังกล่าว
เป็นช่วงที่น้ำมันมีอุณหภูมิต่ำที่สุด ซึ่งมีผลให้มีความหนาแน่นมากที่สุด เช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณเติมน้ำมัน
ช่วงเวลาดังกล่าว ในจำนวนเงินเท่าเดิม แต่คุณจะได้น้ำมันเพิ่มขึ้นเองอัตโนมัติโดยเฉลี่ยถึง 1.5 - 2 ลิตร 

     พอดีเพื่อนคนญี่ปุ่นของผม เค้าอ่านเจอในนิตยสารที่ญี่ปุ่น เลยส่งเมลบอกมา โดยในนั้นจะบอกถึง
ช่วงเวลาเติมน้ำมันที่ดีที่สุดของประเทศในเอเชีย โดยเมืองไทยคือช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ส่วนช่วงท
ี่เติมน้ำมันแล้วขาดทุนที่สุด คือ ช่วง 11 โมงถึง 5 โมงเย็น ครับผม



เหตุผลสนับทางวิทยาศาสตร์จากผู้ส่งเมล

1. การเติมน้ำมันมีหน่วยวัตเป็นลิตรซึ่งเป็นหน่วยของปริมาตร

2.อุณหภูมิแปรผันตรงกับปริมาตรครับ (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความหนาแน่นนั่นเอง)
อุณหภูมิยิ่งสูงปริมาตร (ความหนาแน่น) ก็จะยิ่งสูงตาม แต่ปริมาณคงที่ ดังนั้นหมายความว่า

น้ำมัน 1 ลิตร ที่อุณหภูมิ 25 C (ช่วงตี 4 - 7โมงเช้า) อาจจะมีน้ำหนัก 0.8792 ก.ก. 
แต่
น้ำมัน 1 ลิตร ที่อุณหภูมิ 33 C (ช่วง 11สาย - 17 เย็น) อาจจะมีน้ำหนักแค่ 0.7956 ก.ก.

สมมุติว่าคุณเติมน้ำมันครั้งละประมาณ 20 ลิตร
ในช่วง ตี 4 - 7 โมงเช้า
คุณจะได้น้ำมันทั้งหมด 0.8792 * 20 = 17.584 ก.ก.
ในช่วง 11 โมงสาย - 5 โมงเย็น คุณจะได้น้ำมันทั้งหมด 0.7956 * 20 = 15.912 ก.ก.
ต่างกัน 17.584 - 15.912 = 1.672 ก.ก.  เหอะๆ เหมือนจะมีหลักการแหะ 555



วันนี้คุณเติมน้ำมันในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วหรอยัง อิอิ ?

ปล. อย่ามัวแต่ดูรูปเพลินนะครับ ผู้ชมที่อายุไม่ถึง 18 ปี ควรได้คำแนะนำจากผู้ปกครองครับ




Foto Tip : เทคนิคการถ่ายภาพเสื้อ โดยทีมมือ Pro of Discovery (ใจไม่ถึงอย่าดู+อ่านเนื้อหาก่อนชมด้วยครับ)

 

กรุณาอ่านบทความก่อนชมภาพเทคนิคระดับเทพด้วยนะครับ..

 

 

พอดีผมไปเจอเทคนิคการถ่ายภาพเสือ จากทีมงานมือกล้องระดับพระกาล แห่ง Discovery ซึ่ง ต้องถ่ายรูปโดยการ ประจันหน้ากับ สัตว์ร้ายในตำนาน เสือโคร่งอินเดีย โดยมีเพียงพงหญ้า และพุ่งไม้บางๆ คอยปกปิด-ป้องกันไม่ให้ เจ้าเสือร้าย มองเห็นและเข้ามาจู่โจมทีมงานโดยไม่รู้ตัว...

 

Foto Tip ชุดนี้ได้นำเสนอหลักการและเทคนิค ระดับเทพ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณชน ที่มีความสนใจและลงไหลการถ่ายภาพกึ่งผจญภัยแบบนี้ โดยที่ ทางทีมงาน ได้การันตี ว่าปลอดภัยชัวร์ ล้าน เปอร์เซ็น ถ้าทำตามขึ้นตอนอย่างถูกต้อง และครบถ้วนครับ...

 

ไม่เป็นการเสียเวลามาชม ภาพขั้นตอนเทคนิคระดับเทพนี้ แบบ Step by Step กันเลยดีกว่าครับ เตือนก่อนนะครับว่า ใจไม่ถึงอย่าดู และ ให้อ่านข้อความข้างต้นก่อน หึหึหึ

 

... อย่าพึ่งลงมาชมนะครับ ถ้า ยังไม่อ่านข้อความด้านบนก่อน ...

...

...

...

...

... อ่านกันยางงงง ...

...

...

...

...

...

... ห้ามลักไก่ ถ้ายังไม่อ่าน กลับไปอ่านก่อนเลย ..

...

...

...

... อ่านกันยางงงง ...

...

...

...

...

...

... เอาแล้วน้า ...

...

...

...

...

...

...

...

หิหิหิ เริ่มเลยละกัน หวังว่าคงอ่านกันทุกคนแล้วนะครับ หึหึหึ

Step 1-10 ตามนี้เลยครับรับรองปลอดภัยไม่เสี่ยงชีวิตแน่นอน

Get set

Ready?

Ready?

Go !!

 

(เออ ถ้าทำแบบนี้ แล้วโดนเสือกัดตาย ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้วครับท่านผู้ชมคร๊าบบบ 55555 )

 


Blog EntryJohnie Walker Whisky Drinking Manul All LabelJan 5, '08 1:24 PM
for everyone

Johnie Walker Whisky Drinking Manul

คู่มือการดื่ม Whisky ยี่ห้อ Johne Walker ระดับเทพ เพื่อการเข้าถึงรสชาติของ Walker อย่างแท้จริง และไม่เสียของ

รูปที่ 1 Johnie Walker The Collection Premium Set (ขาด Red Label ไปสีนึงครับ)

ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของ? พร้อมสัมผัสกับรสชาติที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน Whisky ชั้นดี อย่าง Johnie Walker ซึ่ง มีทั้งหมด 5 Labels 5 สี 5 รสชาติ ซึ่งวิธีการแบ่ง แต่ละ Label นั้น จะขึ้นอยู่อายุการหมักบ่มนั่นเอง จึงจำเป็นต้องมีวิธีการดื่มที่ถูกต้อง และแตกต่างกัน ในสำหรับทุกๆ Label เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

Johnie Walker Red Label

รูปที่ 2 Johnie Walker Red Label (6-10 ปี ราคาโดยเฉลี่ย 600 บาท)

เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มี วัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยายง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไปในอัตราส่วน 2:1 หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง...
ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน

Johnie Walker Black Label

รูปที่ 3 Johnie Walker Black Label (12 ปี+ ราคาโดยเฉลี่ย 1,000 บาท)

โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง หรือถ้าอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล

Johnie Walker Gold Label

รูปที่ 4 Johnie Walker Gold Label (18 ปี+ ราคาโดยเฉลี่ย 2,500 บาท)

มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่าเริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปี กันก่อน โดยนำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง (เหล้าแช่ฟรีส ไม่แข็งนะครับ อิอิ) ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วยพอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้น จะอบอวล แหม.. ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว (มิน่าหละ พี่ผมที่เมกา เค้ากินเหล้า กับ ช็อกโกแล๊ต)

Johnie Walker Green Label

รูปที่ 5 Johnie Walker Green Label (20-22 ปี ราคาโดยเฉลี่ย 3,500 บาท)

ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น ให้หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ ชะกับอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง

Johnie Walker Blue Label

รูปที่ 5 Johnie Walker Green Label (25 ปี+ ราคาโดยเฉลี่ย 6,000 บาท ปล.ซื้อครั้งล่าสุด 5,800 บาท)

ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง (สุดๆแล้ว) จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามกรรมวิธีคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19 วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงริน น้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้ รสชาติที่ซ่อนเร้น จะถูกเปิดเผย และซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม (ปล.ยามหน้าคอนโดผม ผสมกระทิงแดง อืมมน่าลองแหะ)

เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันอีกต่อไป หิหิหิ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เมาไม่ขับ กลับแท๊กซี้ ดีที่สุดดด เพราะอ๊วกก็ไม่ต้องลำบากล้างเบาะล้างพรม ให้เสียอารมณ์ หิหิหิ

ปิดท้ายด้วย รูป Johnie Walker Black Label Limited Edition ที่อยู่ท้ายรถผม มีคนให้มาเป็นของขวัญปีใหม่.. เฮ้อ.. ไม่มีเพื่อน Drink ส่งสัยเอาไปฝากยามหน้าคอนโด อีกตามเคย 55555

รูปที่ 5-6 Johnie Walker Black Label Limited Edition

อิอิอิ ไว้แค่นี้ก่อนละกันนะคร๊าบบบบ แล้วเจอกานใหม่น้า


Blog EntryCraig David Part 1Jan 1, '08 6:32 AM
for everyone

ฟังแล้ว ผ่อนคลาย สบายใจ ผมหละชอบหมอนี่จริงๆ งี้ต้องเก็บ อิอิ
อยากฟังเพลงไหน เลือกกดได้ตาม ใจอยากเลยนะครับ เพราะทุกเพลง
อาจจะโหลดนานนิสนึงแต่รับรองคุ้มค่ารอแน่นอนคร๊าบบบบบ

I Just Don't Love You No More - Craig David <--- สุดยอดไม่ฟังจะเสียใจ

Adblock

I Just Don't Love You No More (Acoustic + Live Concert) - Craig David

Adblock

Unbelievable - Craig David

Adblock

7 Days - Craig David <--- สุดยอดไม่ฟังจะเสียใจ

Adblock

7 Days (Acoustic + Live Concert) - Craig David

Adblock

I'm Walking Aways - Craig David <--- สุดยอดไม่ฟังจะเสียใจ

Adblock

I'm Walking Aways (Acoustic + Live) - Craig David

Adblock

Fill Me In - Craig David

Adblock

Officially Your - Craig David

Adblock

Key to My Heart - Craig David

Adblock

Rise and Fall - Craig David Ft. Sting

Adblock

Hidden Agenda - Craig David

Adblock

My Love Don't Stop (Live Concert) - Craig David

Adblock

Firday Night - Craig David

Adblock

I Need a Girl - Craig David Ft. P.Diddy

Adblock

Trust Me - Craig David

Adblock

You Know What - Craig David

Adblock

All The Way - Craig David

Adblock

Fast Cars - Craig David

Adblock

This is The Girl - Craig David Ft. ???

Adblock

Re-Rewine - Craig David

Adblock

6 of 1 Thing - Craig David

Adblock

Hot Stuff [Remix] - Craig David

Adblock

Human - Craig David <--- เพราะมาก ๆ ความหมายกินใจ

Adblock

She's On Fire - Craig David

Adblock

Kinda Girl for Me - Craig David <--- เพราะมากๆ อีกแล้วอา

Adblock

What's Your Flava (Acoustic + Live Concert) - Craig David

Adblock

Four Times a Lady (Acoustic + Live Concert) -  Craig David
 
Adblock

เยอะเกิิน..ไว้ต่อกันPart 2 นะครับ อิอิ to be Con. จ้า

Blog EntryThe Drift Theory Dec 23, '07 12:03 PM
for everyone

The Drift Theory

 

เทคนิคการดริฟท์ ( เอามาเป็นความรู้จ้า )

มันมีหลายวิธีเพื่อที่จะดริฟท์ ซึ่งได้แก่ (หมายเหตุ : ควรปิดระบบ ABS และ TCS ก่อน เพราะระบบเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อกันไม่ให้รถเกิดการสไลด์)

-Braking Drift- การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เหยียบเบรกอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่โค้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้รถนั้นสามารถถ่ายน้ำหนักและทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ จากนั้นก็ควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและคันเร่ง การปรับอัตราการจับของเบรกก็ช่วยในการดริฟท์ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับของแต่ล่ะคน โดยปกติแล้ว หากอัตราการจับของเบรกค่อนไปทางล้อหลังจะช่วยให้เกิดการดริฟท์ได้ดีกว่า

-Power Over Drift- การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เข้าโค้งทั้ง ๆ ที่เหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อให้เกิดการโอเวอร์สเตียร์เมื่อถึงโค้ง มันเป็นวิธีดริฟท์โดยทั่วไปสำหรับพวกรถขับเคลื่อน 4 ล้อ (ได้ผลดีกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง) Keiichi Tsuchiya เคยบอกว่าเค้าก็เคยใช้เทคนิคนี้เมื่อตอนที่เค้ายังหนุ่ม และกลัวที่จะดริฟท์เมื่อถึงโค้ง แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้จะก่อให้เกิดอาการล้อฟรีทิ้งมากกว่าการดริฟท์หากเข้าด้วยมุมที่ผิด

-Inertia (Feint) Drift- เทคนิคนี้สามารถทำได้โดยการโยกรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งและหลังจากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยของรถ เพื่อเหวี่ยงรถกลับมาในทิศทางของโค้ง จากการที่เราหักหัวออกนอกโค้ง และหักกลับมาอย่างเร็ว คุณก็จะได้มุมที่ดีกว่า ในบางครั้ง การเบรกระหว่างที่เหวี่ยงรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งนั้นก็ช่วยในเรื่องของการถ่ายเทน้ำหนักเช่นกัน และจะทำให้เข้าโค้งได้ดีกว่าเดิมอีก นักดริฟท์มืออาชีพหลายคนกล่าวไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสหมุนสูง

-Handbrake/ebrake Drift- เทคนิคนี้ค่อนข้างจะง่าย ดึงเบรกมือเพื่อให้ด้านหลังสูญเสียแรงยึดเกาะและควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและการเดินคันเร่ง มีบางคนถกเถียงกันในเรื่องนี้ว่าการใช้เบรกมือนั้น ก่อให้เกิดการดริฟท์ หรือเป็นเพียงแค่พาวเวอร์สไลด์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เบรกมือก็ไม่ต่างจากเทคนิคอื่น ๆ เพื่อดริฟท์ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นเทคนิคหลักสำหรับการดริฟท์รถขับเคลื่อนล้อหน้า นี่เป็นเทคนิคแรกที่มือใหม่จะใช้หากรถของเค้าไม่มีแรงกำลังมากพอที่จะทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะด้วยเทคนิคอื่น ๆ และเทคนิคนี้ก็ใช้กันอย่างมากในการแข่งดริฟท์เพื่อดริฟท์ในโค้งกว้าง

-Dirt Drop Drift- เทคนิคนี้ทำได้โดยการให้ล้อหลังของรถตกลงไปข้างทางที่เป็นดินเพื่อรักษาหรือเพื่อให้ได้มุมการดริฟท์โดยไม่สูญเสียกำลังหรือความเร็ว และเพื่อที่จะเตรียมสำหรับโค้งต่อไป เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะกับถนนที่ไม่มีแผงกั้นและมีดินหรือฝุ่นหรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้สามารถสูญเสียแรงยึด